ทำไมต้องประดิษฐานพระบรมศพไว้ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท?

By | October 30, 2559

9004-1

 

เรื่อง: ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ท่ามกลางความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ก็ได้รับการอัญเชิญประดิษฐานไว้ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทภายในพระบรมมหาราชวัง

ว่าแต่ทำไมต้องประดิษฐานพระบรมศพกันที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท?

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) เพื่อใช้เป็นพระมหาปราสาท สำหรับ ‘พระราชพิธีมณฑล’ คือสถานที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ภายในพระบรมมหาราชวัง แต่พระมหาปราสาทองค์นี้ไม่ใช่พระมหาปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้นในบริเวณพระบรมมหาราชวังของกรุงเทพฯ เพราะพระมหาปราสาทองค์แรกในยุครัตนโกสินทร์นั้นคือ ‘พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท’ ต่างหาก

เมื่อแรกที่รัชกาลที่ 1 ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. 2325 ยังไม่ได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ครบถ้วนตามตำรับโบราณราชประเพณี เพียงแค่ประกอบการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขปเท่านั้น ต่อมาเมื่อสร้างพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณีอีกครั้งหนึ่ง ขึ้นในปี พ.ศ. 2328 โดยใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระราชพิธีมณฑล

แปลง่ายๆ ว่า รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้สร้าง ‘พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท’ ขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งก็คือการสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยสมบูรณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเมื่อพิจารณาจากพระนามของพระมหาปราสาทองค์นี้ ที่มีความหมายสื่อถึงการ ‘อภิเษกพระอมรินทร์’ หรือที่รู้จักกันมากกว่าในชื่อของ ‘พระอินทร์’ ซึ่งเป็นราชาของเหล่าเทวดาทั้งหลายตามปรัมปราคติของทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ

‘พระมหากษัตริย์’ แห่งเมืองฟ้าอมรอย่างกรุงเทพฯ (ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘เมืองของเทวดา’) จึงมีฐานะทางอุดมคติไม่ต่างไปจากราชาของเหล่าเทวดาทั้งหลายอย่าง ‘พระอินทร์’ หรอกนะครับ

และก็ยิ่งไม่แปลกอะไรเข้าไปใหญ่เมื่ออ้างกันว่า พระมหาปราสาทองค์นี้ถ่ายแบบมาจาก ‘พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท’ ซึ่งสร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1991-2031) ใช้สำหรับเป็นพระราชพิธีมณฑลต่างๆ เช่นกัน โดยเฉพาะใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงเก่าทุกพระองค์อีกด้วย

น่าเสียดายที่เมื่อปี พ.ศ. 2332 พระมหาปราสาทองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์นี้ถูกฟ้าผ่าลงตรงหน้ามุขเด็จขององค์พระมหาปราสาทจนเกิดไฟลุกไหม้ลามไปทั่ว รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อซากพระมหาปราสาทที่ถูกไฟไหม้ออก แล้วสร้างพระมหาปราสาทองค์ใหม่ขึ้นมาแทน แน่นอนว่าพระมหาปราสาทองค์ใหม่ที่ว่านี้ก็คือ ‘พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท’

แต่ ‘พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท’ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนเดียวกันกับ ‘พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท’ ที่ถูกไฟไหม้ไป ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุเอาไว้ว่า

“…ปราสาทองค์ก่อนนั้น (หมายถึงพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท) สูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท กรุงเก่าพระมหาปราสาทใหม่นี้ (หมายถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท)…ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยามรินทร์…”

(อันที่จริงแล้วข้อความในพระราชพงศาวดารอธิบายรูปร่างลักษณะความเหมือนต่างของพระมหาปราสาท ยุคกรุงเทพฯ กับพระที่นั่งยุคกรุงเก่า ทั้งสองคู่ไว้โดยละเอียดพิศดารกว่านี้ ผมเพียงแต่ตัดมาให้อ่านกันโดยสังเขป พอให้เห็นที่มาที่ไปเท่านั้น)

จะเห็นได้ว่า พระมหาปราสาทองค์ใหม่ของกรุงเทพฯ คือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท องค์ที่ใช้ประดิษฐานพระบรมศพอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้ถ่ายแบบมาจากพระที่นั่งที่ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในยุคอยุธยาอย่างพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาทอีกแล้ว แต่ได้แบบอย่างมาจากพระที่นั่งอีกองค์หนึ่ง คือพระที่นั่งสุริยามรินทร์ต่างหาก

‘พระที่นั่งสุริยามรินทร์’ ก็เป็นพระที่นั่งสำคัญอีกองค์หนึ่งเมื่อครั้งกรุงเก่า เพราะเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์อยุธยามาแล้วมากมายหลายสิบพระองค์ แม้แต่พระบรมศพของสมเด็จพระนารายณ์  ซึ่งสวรรคตที่พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2331 ก็ยังต้องมีการอัญเชิญพระบรมศพกลับไปประดิษฐานที่อยุธยา ณ พระที่นั่งสุริยามรินทร์แห่งนี้ ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจกันว่า นอกจากรัชกาลที่ 1 จะทรงมีพระราชประสงค์ในการสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสำหรับใช้ในการพระราชพิธีต่างๆ แล้ว ยังตั้งพระทัยสร้างเพื่อใช้สำหรับประดิษฐานพระบรมศพด้วยมาตั้งแต่แรก

ดังนั้นในระหว่างรัชสมัยของพระองค์จึงมีการใช้พระที่นั่งองค์นี้สำหรับประดิษฐานพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงฝ่ายในบางพระองค์ เช่น พระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาเทพสุดาวดี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีสุนทรเทพ เป็นต้น

แต่แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุดก็คือ ได้มีการใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสำหรับประดิษฐานพระบรมศพของพระองค์เองด้วย จนกระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมสืบมาที่จะใช้พระที่นั่งองค์นี้ในการประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ต่อๆ มา

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งอย่างหนึ่งก็คือ การที่รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานนามพระมหาปราสาทพระองค์นี้ว่า ‘ดุสิตมหาปราสาท’ เพราะคำว่า ‘ดุสิต’ นอกเหนือจากจะเป็นชื่อเขต (ที่อุดมไปด้วยที่ดินของกองทัพ) ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันแล้ว ยังเป็นชื่อของสวรรค์ชั้นที่ 4 (จากจำนวน 6 ห้องชั้นฟ้า) ตามปรัมปราคติในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ ‘ดุสิต’ คือสวรรค์ชั้นที่พระพุทธมารดา คือพระนางสิริมหามายา ทรงพำนักอยู่หลังจากสิ้นพระชนม์ เช่นเดียวกับที่เป็นสถานที่ที่ ‘พระอนาคตพุทธเจ้า’ อย่างพระศรีอาริยเมตไตรยประทับอยู่เพื่อรอวันมาประสูติเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ถัดไป ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่พระมหาปราสาทองค์นี้จะเคยใช้สำหรับเก็บพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง โดยเฉพาะฝ่ายในที่ใกล้ชิด เพราะก็มีฐานันดรเปรียบเทียบไม่ต่างอะไรนักจากพระพุทธมารดา เช่นเดียวกับที่เก็บพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ ในฐานะของ ‘พระบรมหน่อพุทธางกูร’ คือหน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้า ในฐานะของพระอนาคตพุทธเจ้า

สิ่งที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ การที่รัชกาลที่ 1 พระราชทานนามพระมหาปราสาททั้ง 2 องค์ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น โดยสอดรับกับหน้าที่การใช้งานของพระมหาปราสาทได้อย่างลงตัว ผิดจากในสมัยอยุธยาที่ชื่อของพระที่นั่งไม่ได้บ่งชี้อะไรอย่างเฉพาะเจาะจงนัก

พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชประดิษฐานอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตจำลองอย่างสมพระเกียรติในฐานันดรศักดิ์แห่งพระบรมหน่อพุทธางกูร ผู้ทรงรอประสูติเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าในภายภาคหน้า ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 9.00-16.00 น. ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 13.00 น. (เฉพาะวันแรก) เป็นต้นไป

ขอบคุณเนื้อหาที่มา http://www.gqthailand.com/talk/view/?url=story-of-dusit-maha-prasat